สวัสดีครับ คอเชียร์บอลทุกท่าน วันนี้ผมจะพาไปทำความรู้จักกับสโมสรหนึ่งในสเปนที่อาจจะไม่ได้มีถ้วยรางวัลเต็มตู้โชว์เหมือนเรอัล มาดริด หรือบาร์เซโลน่า
แต่ถ้าพูดถึงเรื่อง “หัวใจ” และ “ความดุดัน” ล่ะก็ ทีมนี้ไม่เป็นสองรองใครแน่นอน ทีมที่ผมกำลังพูดถึงก็คือ ซีเอ โอซาซูน่า (CA Osasuna) หรือที่แฟนๆ ขนานนามว่า “เจ้าหนูน้อย” (Los Rojillos) ทีมสีแดงเพลิงจากเมืองปัมโปลน่า แคว้นนาวาร์รานั่นเองครับ
จุดเริ่มต้นและชื่อที่ไม่เหมือนใคร
ถ้าถามว่าโอซาซูน่าพิเศษตรงไหน อย่างแรกเลยคือ “ชื่อ” ครับ ในขณะที่ทีมอื่นในสเปนมักจะใช้ชื่อเมือง หรือมีคำว่า “Real” (ที่แปลว่าราชวงศ์) นำหน้า
แต่โอซาซูน่าคือสโมสรเดียวในลาลีกาที่ใช้ชื่อเป็นภาษา บาสก์ (Basque) โดยคำว่า “Osasuna” แปลว่า “สุขภาพ” (Health) หรือถ้าแปลให้ลึกซึ้งกว่านั้นในบริบทกีฬา มันหมายถึง “พละกำลัง” หรือ “ความแข็งแกร่ง” (Vigor/Strength)
สโมสรนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ปี 1920 (โอ้โห ร้อยกว่าปีแล้วนะ!) เกิดจากการรวมตัวกันของสโมสรท้องถิ่นในเมืองปัมโปลน่าที่ชื่อ Sportiva กับ New Club คือคุยกันลงตัวว่า “เฮ้ย เรามารวมกันเถอะ จะได้เป็นหนึ่งเดียวในเมือง” ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา โอซาซูน่าก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของคนในแคว้นนาวาร์รามาโดยตลอด
เอล ซาดาร์: ป้อมปราการนรกทีมเยือน
ถ้าจะเล่าเรื่องโอซาซูน่า แล้วไม่พูดถึงสนาม เอล ซาดาร์ (El Sadar) นี่ถือว่าผิดระเบียบมากครับ! สนามนี้ไม่ได้ใหญ่โตมโหฬารอะไรนัก (ความจุประมาณ 23,500 ที่นั่ง) แต่ความน่ากลัวของมันอยู่ที่ “เสียง” ครับ แฟนบอลโอซาซูน่าขึ้นชื่อว่าดุและส่งเสียงดังที่สุดในสเปน
มีสถิติหนึ่งที่น่าเหลือเชื่อคือ ในปี 2009 ในเกมที่เจอกับเรอัล มาดริด เสียงเชียร์ในสนามเอล ซาดาร์ วัดความดังได้ถึง 115 เดซิเบล! ซึ่งดังพอๆ กับเสียงเครื่องบินเจ็ตตอนจะขึ้นเลยนะ คิดดูว่านักเตะทีมเยือนจะขาสั่นขนาดไหน สนามนี้แหละครับที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้โอซาซูน่ามักจะล้มยักษ์ได้บ่อยๆ จนได้ฉายาว่าเป็น “จอมแสบ” ที่ใครมาเยือนก็ต้องเหนื่อย
ยุคทองและการก้าวสู่ยุโรป
ประวัติศาสตร์ของโอซาซูน่าส่วนใหญ่จะเป็นการประคองตัวอยู่ในลาลีกา มีตกชั้นบ้าง ขึ้นชั้นบ้างตามสไตล์ทีมงบกลางๆ แต่ช่วงที่แฟนบอลจดจำไม่มีวันลืมคือช่วงต้นยุค 2000 ครับ
ภายใต้การคุมทีมของกุนซือจอมแท็กติกอย่าง ฆาบีเอร์ อากีร์เร่ (Javier Aguirre) โอซาซูน่ากลายเป็นทีมที่เล่นด้วยยากสุดๆ พวกเขาทำเซอร์ไพรส์จบอันดับ 4 ในฤดูกาล 2005-06 จนได้ตั๋วไปเพลย์ออฟยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์! แม้จะไปไม่ถึงรอบแบ่งกลุ่ม (แพ้กฎประตูทีมเยือนให้ฮัมบูร์ก) แต่ในปีถัดมาพวกเขาก็ไประเบิดฟอร์มในถ้วยยูฟ่า คัพ (หรือยูโรปาลีกปัจจุบัน) จนทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะไปแพ้ให้กับเซบีย่าอย่างน่าเสียดาย
และที่ขาดไม่ได้คือการเข้าชิงถ้วย โกปา เดล เรย์ (Copa del Rey) สองครั้ง ครั้งแรกในปี 2005 ที่แพ้เรอัล เบติส ในช่วงต่อเวลาพิเศษ และครั้งล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ในปี 2023 ที่สู้กับเรอัล มาดริด ได้อย่างสมศักดิ์ศรี แม้จะได้แค่รองแชมป์ทั้งสองครั้ง แต่มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่า “ทีมเล็กหัวใจใหญ่” ทีมนี้ไม่ได้มาเล่นๆ
วิกฤตเกือบสิ้นชื่อ และ “ปาฏิหาริย์ที่ซาบาเดลล์”
ทุกสโมสรมีช่วงเวลาที่มืดมิดครับ โอซาซูน่าก็เคยเกือบหายไปจากแผนที่ฟุตบอลสเปนเหมือนกัน ช่วงปี 2014-2015 สโมสรประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก แถมผลงานในสนามก็น่าเป็นห่วง พวกเขาตกชั้นไปอยู่ดิวิชั่น 2 (Segunda) และเกือบจะตกต่อไปยังดิวิชั่น 3 ซึ่งถ้าตกไปตอนนั้น สโมสรอาจจะต้องล้มละลายและยุบทีมไปเลยเพราะหนี้สินรุมเร้า
แต่แล้วก็เกิด “ปาฏิหาริย์” ขึ้นในนัดสุดท้ายของฤดูกาลที่ต้องเจอกับทีมซาบาเดลล์ (Sabadell) โอซาซูน่าต้องการแค่ผลเสมอเพื่อรอดตกชั้น พวกเขาโดนนำไปก่อน 2-0 จนถึงนาทีที่ 76 แฟนบอลตอนนั้นถอดใจกันหมดแล้วครับ แต่ด้วยจิตวิญญาณนักสู้ พวกเขาไล่มาเป็น 2-1 และในนาทีสุดท้าย (นาทีที่ 90+1) ฆาบี ฟลาโญ่ กองหลังลูกหม้อของทีมก็โหม่งทำประตูตีเสมอ 2-2 ได้สำเร็จ! ผลเสมอวันนั้นทำให้ทีมรอดตายหวุดหวิด และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการรีเซ็ตสโมสรใหม่จนกลับมาแข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้
ปรัชญา “เคนเตรา” (Cantera)
สิ่งที่ทำให้โอซาซูน่ายืนหยัดอยู่ได้ไม่ใช่เงินถุงเงินถังครับ แต่คือ “ศูนย์ฝึกเยาวชนทาโจนาร์” (Tajonar) พวกเขาให้ความสำคัญกับการปั้นเด็กท้องถิ่นขึ้นมาประดับวงการ นักเตะดังๆ หลายคนก็โตมาจากที่นี่นะครับ ไม่ว่าจะเป็น เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า (อดีตกัปตันเชลซี), นาโช่ มอนเรอัล (อดีตแบ็กซ้ายอาร์เซนอล), ราอูล การ์เซีย หรือแม้แต่ มิเกล เมริโน่
คนในเมืองปัมโปลน่าจะรู้สึกภูมิใจมากที่เห็นเด็กในบ้านตัวเองใส่เสื้อสีแดงลงไปวิ่งในสนาม มันไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล แต่มันคือเรื่องของครอบครัวและความผูกพันที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งเมือง
โอซาซูน่า ในยุคปัจจุบัน: ความมั่นคงและแพสชัน
ปัจจุบันภายใต้การบริหารที่เป็นระบบมากขึ้น โอซาซูน่ากลายเป็นทีม “ขาประจำ” ในลาลีกาที่ใครก็เคี้ยวไม่ลง พวกเขามีสไตล์การเล่นที่ชัดเจน คือไล่บี้ไม่เลิก เล่นเกมรับเหนียวแน่น และสวนกลับได้เจ็บแสบ
ความสำเร็จในการเข้าชิงโกปา เดล เรย์ ปี 2023 และการได้ไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป (คอนเฟอเรนซ์ ลีก) อีกครั้ง คือรางวัลของความอดทนและการสร้างทีมอย่างยั่งยืน โดยมีกุนซืออย่าง ฆาโกบา อาร์ราซาเต้ (ซึ่งเพิ่งอำลาทีมไปท่ามกลางคราบน้ำตาและความรักของแฟนๆ) เป็นผู้วางรากฐานไว้อย่างยอดเยี่ยม
บทสรุป: ทำไมเราถึงต้องรัก โอซาซูน่า ?
ถ้าคุณชอบทีมที่รวยที่สุด หรือนักเตะที่เก่งที่สุด โอซาซูน่าอาจไม่ใช่คำตอบครับ แต่ถ้าคุณชอบทีมที่เป็น “มวยรอง” (Underdog) ที่พร้อมจะสู้ถวายหัวเพื่อตราสโมสรบนหน้าอก ทีมที่มีแฟนบอลรักทีมแบบสุดใจขาดดิ้น และทีมที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความสามัคคีเอาชนะอุปสรรคได้ทุกอย่าง โอซาซูน่าคือทีมนั้นครับ
“โอซาซูน่า” ไม่ใช่แค่ชื่อสโมสร แต่มันคือวิถีชีวิตของคนในปัมโปลน่า มันคือการไม่ยอมแพ้แม้จะโดนนำ 2-0 ในนาทีที่ 80 มันคือเสียงตะโกนดังก้องในเอล ซาดาร์ และมันคือความแข็งแกร่งสมชื่อจริงๆ
สำหรับคอบอลที่อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วเริ่มอินกับหัวใจนักสู้ของโอซาซูน่า บอกเลยว่าการดูบอลอย่างเดียวอาจยังไม่สุด ถ้าคุณอยากเพิ่มอรรถรสในการเชียร์ให้ลุ้นมันทุกจังหวะ ขอแนะนำ Globalball เว็บบอลมาตรฐานสากลที่เป็น พันธมิตรกับสโมสรโอซาซูน่าโดยตรง การันตีความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ระดับลีกใหญ่
Globalball โดดเด่นด้วยระบบแทงบอลที่เสถียร ราคาน้ำไหลดี มีตลาดให้เลือกครบทั้งบอลเดี่ยว บอลสเต็ป สูง–ต่ำ เอเชียนแฮนดิแคป ไปจนถึงบอลสดแบบเรียลไทม์ เชียร์โอซาซูน่าที่เอล ซาดาร์เมื่อไหร่ ก็สามารถลุ้นไปพร้อมเสียงแฟนบอลได้แบบไม่มีสะดุด ที่สำคัญคือ จ่ายจริง เล่นตรง ไม่ต้องผ่านเอเย่นต์ เหมาะทั้งสายเชียร์จริงและสายวิเคราะห์บอลแบบมืออาชีพ